ผู้ที่ป่วยเป็นโรคไตมักไม่ค่อยปรากฏอาการให้เห็นเนื่องจากไตเป็นอวัยวะที่มีความสามารถพิเศษในการปรับระบบการทำงานให้สมดุลแม้ว่าความสามารถในการทำงานของไตจะเหลือเพียงร้อยละ ๕๐ ของภาวะปกติแต่ถ้าการทำงานลดต่ำลงมาเหลือร้อยละ ๒๐ ก็จะเริ่มปรากฏอาการต่าง ๆ ได้แก่ อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย เบื่ออาหาร ซีด คันตามตัว บวมตามใบหน้า แขนขา ถ่ายปัสสาวะมากในเวลากลางคืนซึ่งอาการเหล่านี้อาจคล้ายกับอาการของโรคหัวใจและโรคกระเพาะจึงจำเป็นต้องตรวจร่างกายเพื่อความแน่ชัดเช่นมีความดันโลหิตสูง มีอาการบวม และซีดหรือไม่ รวมทั้งตรวจปัสสาวะ ตรวจเลือดและภาพรังสีเพิ่มเติมเพื่อการวินิจฉัยที่ถูกต้อง
ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคไตเป็นกลุ่มที่ควรได้รับการตรวจหาโรคไตแต่เนิ่น ๆ ได้แก่
๑) คนปกติที่มีอายุมากกว่า ๖๐ ปี เพราะการทำงานของไตจะลดลงตามอายุที่มากขึ้น
๒) ผู้ป่วยที่มีความดันโลหิตสูง
๓) ผู้ป่วยที่เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง หรือโรคหลอดเลือดอื่น ๆ
๔) ผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวาน
๕) ผู้ป่วยที่เป็นโรคไตอยู่ก่อนแล้ว เช่น โรคไตอักเสบ โรคเอสแอลอี (SLE) โรคเกาต์ โรคไตอักเสบชนิดไม่ใช่ติดเชื้อโรค
๖) ผู้ที่มีประวัติสมาชิกในครอบครัวเป็นโรคไตชนิดใดชนิดหนึ่ง
๗) ผู้ป่วยที่เป็นโรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะเป็นซ้ำ ๆ หลายครั้ง
๘) ผู้ป่วยที่รับประทานยาบางชนิดโดยเฉพาะยาแก้ปวดที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (non-steroidal anti-inflammatory drugs: NSAIDs) หรือสัมผัสสารเคมีบางชนิดติดต่อกันเป็นเวลานาน
เป็นที่ทราบกันดีว่าผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังแม้การทำงานของไตจะลดลงครึ่งหนึ่งแล้วก็มักไม่มีอาการแสดงของโรคไตอย่างชัดเจนและการที่ “ไม่มีอาการแสดง” ก็ไม่สามารถบ่งชี้ได้ว่าผู้ป่วยไม่ได้เป็นโรคไตเรื้อรังดังนั้นประชากรกลุ่มเสี่ยงจึงควรได้รับการตรวจดังต่อไปนี้
๑) การตรวจปัสสาวะธรรมดา โดยการใช้แถบสีจุ่มปัสสาวะเพื่อตรวจหาโปรตีนหรือการที่มีเม็ดเลือดขาวและเม็ดเลือดแดงในปัสสาวะเพิ่มขึ้นถ้าพบว่าน่าจะมีโปรตีนรั่วในปัสสาวะควรตรวจวัดปริมาณโปรตีนภายใน ๒๔ ชั่วโมงซ้ำอีกครั้งหากปริมาณโปรตีนภายในเวลา ๒๔ ชั่วโมงมีมากกว่า ๒๐๐ มิลลิกรัม/วัน แสดงว่ามีโปรตีนรั่วในปัสสาวะสันนิษฐานได้ว่าไตทำงานผิดปกติแล้ว ในกรณีที่ไม่พบโปรตีนในปัสสาวะจากแถบสีแต่ผู้นั้นเป็นบุคคลในกลุ่มเสี่ยง เช่น ป่วยเป็นโรคเบาหวานหรือมีความดันโลหิตสูงควรได้รับการตรวจเพิ่มเติม คือ การวัดระดับไมโครแอลบูมินในปัสสาวะ (microalbuminuria) ซึ่งเป็นการตรวจปริมาณโปรตีนในระดับน้อย ๆ ที่รั่วออกมาในผู้ป่วยโรคไตระยะต้นหรือกลุ่มเสี่ยงดังกล่าว ทั้งนี้ปัสสาวะของคนปกติจะมีปริมาณไมโครแอลบูมินในปัสสาวะภายใน ๒๔ ชั่วโมงไม่เกิน ๓๐ มิลลิกรัม แต่ถ้าปริมาณไมโครแอลบูมินในปัสสาวะภายใน ๒๔ ชั่วโมง อยู่ระหว่าง ๓๐-๓๐๐ มิลลิกรัม ถือว่าไตเริ่มผิดปกติควรปรึกษาแพทย์ต่อไป
๒) การตรวจระดับการทำงานของไต โดยการเจาะเลือดวัดค่าครีอะตินินโดยทั่วไปถ้าผู้ป่วยมีค่าครีอะตินิน ๐.๘-๑.๒ ถือว่าการทำงานของไตปกติแต่ถ้ามีค่าครีอะตินินตั้งแต่ ๑.๒ ขึ้นไป โดยเฉพาะผู้ที่มีความเสี่ยงสูงจะต้องส่งต่อเพื่อตรวจเฉพาะทางต่อไป
๓) การตรวจภาพรังสี เช่น การเอกซเรย์ดูไตอาจเห็นนิ่วในทางเดินปัสสาวะซึ่งถ้าเป็นนิ่วที่มีส่วนประกอบของแคลเซียมก็จะทึบแสงเห็นเป็นรอยโรคได้แต่ถ้าเป็นนิ่วชนิดยูริกจะไม่เห็นจากภาพรังสีธรรมดาจำเป็นต้องใช้การตรวจพิเศษ เช่น ฉีดสารเข้าหลอดเลือดดำแล้วถ่ายภาพรังสีก็สามารถเห็นรอยโรคในไตได้ชัดเจนขึ้น ปัจจุบันการตรวจทางรังสีนิยมใช้อัลตราซาวนด์ คือ การใช้คลื่นเสียงตรวจเนื้อไตแล้วแปลงเป็นภาพซึ่งสามารถวินิจฉัยโรคไตบางชนิดได้แต่ถ้าเป็นเนื้องอกหรือหลอดเลือดตีบตันก็จะใช้การตรวจทางคอมพิวเตอร์ซึ่งจะบอกรายละเอียดได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม การแปลผลจากภาพรังสีเทคนิคต่าง ๆ ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของผู้เชี่ยวชาญในการอ่านอาจมีข้อผิดพลาดได้เช่นเดียวกันดังนั้นแพทย์จึงต้องซักประวัติอย่างละเอียด การตรวจร่างกาย การตรวจปัสสาวะ และการตรวจเลือดจะช่วยให้การวินิจฉัยโรคแม่นยำยิ่งขึ้น
๔) การตรวจพิเศษบางอย่าง เช่น ใช้รังสีไอโซโทปเพื่อบอกถึงการทำงานของไตในด้านระบบไหลเวียนเลือดไปที่ไตที่เรียกว่า เรโนแกรม (renogram) ซึ่งจะแนะนำให้ตรวจเมื่อมีข้อบ่งชี้หรือสงสัยพยาธิสภาพที่หลอดเลือดของไต
๕) การตรวจชิ้นเนื้อไต เป็นการตรวจชิ้นเนื้อไตหลังการย้อมพิเศษโดยใช้กล้องจุลทรรศน์ วิธีการย้อมสีเรืองแสงหรือย้อมกับสารต่อต้านของเซลล์นั้น ๆ เพื่อให้ทราบพยาธิสภาพที่แท้จริงก็มีผู้นิยมตรวจเช่นกัน